ผู้คนทั่วไปมักเรียกเธอว่า “ป้าแป๊ว” ที่พักอาศัยของเธอเป็นบ้านสวนอยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ขนาดชาวบ้านในพื้นที่เองยังบอกว่า “ให้มาอยู่ในป่าคนเดียวแบบนี้อยู่ไม่ได้ ถึงเป็นผู้ชายก็เหอะ” แต่เธอก็ อึด ถึก อดทนมาก อยู่คนเดียวในสวนในป่ามาได้หลายปีทั้งๆที่ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้
ด้วยความที่เธอเป็นคนใจคอโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจกับคนทั่วไป ทำให้เธอเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีกับคนในหมู่บ้าน อัธยาศัยแบบนี้ของเธอทำให้หลายคนทึ่งมาก เคยเปิดร้านขายอาหารเวลาลูกค้าซื้อก็จะตักอาหารให้ลูกค้าเยอะมากจนลูกค้าบางคนบอกกินไม่หมดตักให้เยอะเกิน พอมีคนถามเธอก็ตอบว่า “กลัวเขากินไม่อิ่ม เราอย่าเอาเปรียบลูกค้า” เอิ่ม! ก็อ่ะนะ…
ความเป็นคนใจบุญชอบให้ทาน พอถึงช่วงเข้าพรรษาก็จะเตรียมอาหารใส่บาตรพระเกือบทุกวัน หากเป็นวันพระก็จะเตรียมอาหารไปทำบุญที่วัด หรือมีงานบุญที่ไหนหากได้ข่าวก็จะตระเวณทำโรงทานทำบุญแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การทำการเกษตรของเธอก็รบกวนสัตว์รบกวนธรรมชาติน้อยมาก เพราะเธอไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือฮอร์โมน ที่เป็นพิษกับสัตว์เล็กสัตว์น้อย หรือเป็นพิษกับธรรมชาติ
ความเป็นคนรักธรรมชาติ เลยอยากให้ทุกอย่างเป็นอยู่แบบดั่งเดิม พึ่งพาอยู่อาศัยโดยการดัดแปลงความเป็นธรรมชาติให้น้อยที่สุด เคยมีคนถาม “ป้าแป๊วปลูกต้นอะไรในสวนอ่ะ มันกินได้หรอ? เห็นสวนอื่นเขาปลูกต้นลำไย หรือไม้ผลที่กินได้” เธอก็ตอบว่า “ป้าปลูกป่า ไม่ได้กินป่า” คนถาม “???”
ความเป็นคนรอบรู้เรื่องต้นไม้ เห็ด พืชพรรณสมุนไพร ทำให้คนที่ได้รู้จักกับเธอทึ่งในภูมิปัญญาตรงนี้ของเธอจริงๆ เนื่องจากที่สวนสายลมไม่ใช้สารเคมีฉีดพ่นในบริเวณสวนทำให้มีสมุนไพรธรรมชาติเจริญเติบโตขึ้นมาเองหลายชนิด และส่วนหนึ่งก็หาสมุนไพรที่จำเป็นที่พอหาได้นำมาปลูกเพิ่ม ทำให้เพื่อนๆในหมู่บ้านเวลามีใครไม่สบายเล็กๆน้อยๆอาการชนิดที่ไม่ต้องไปหาหมอก็มักมาหาเธอเพื่อขอสมุนไพรไปรับประทาน บางชนิดรับประทานสดได้เลย บางชนิดก็นำไปเป็นยาต้มยาดองน้ำผึ้งดื่ม ก็ได้บุญจากการช่วยเหลือคนไปอีกแบบ
จากเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าความคิดของเธอฉีกทุกกฏของมนุษย์ พ.ศ. นี้เลยล่ะ