ชื่ออาจจะดูน่ากลัวแต่จริงๆแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาพยนต์เรื่อง The Killing Fields แต่อย่างใด เพียงแต่เปรียบเทียบในแง่ของพิษภัยแอบแฝงจากการทำเกษตรกรรมยุคใหม่ที่เน้นผลิตผลในแง่รายได้ ปริมาณ และความรวดเร็วในการเก็บเกี่ยว มากกว่าเรื่องความปลอดภัยของอาหารและสิ่งแวดล้อม
เมื่อขับรถผ่านบริเวณทุ่งราบซึ่งรายล้อมด้วยภูเขาจะเห็นทุ่งนาข้าวเขียวชอุ่ม ผ่านไปอีกสักระยะก็จะเห็นทุ่งหอมหัวใหญ่ปลูกสุดลูกหูลูกตา จากนั้นก็เป็นต้นยาสูบ แล้วตามด้วยอ้อย แล้วต่อด้วยถั่วเหลือง และข้าวโพด เป็นต้น เท่าที่สังเกตพื้นดินบริเวณแถวนี้แทบจะไม่ได้ว่างเว้นจากการใช้งานเกิน 1 เดือน เสร็จสิ้นจากการปลูกพืชอย่างหนึ่งก็จะถูกขุดแปลงเพื่อปลูกพืชอย่างอื่นต่อเนื่องไปเลย
มีคนรู้จักกันเขาไปทำงานรับจ้างในทุ่งแห่งนี้เล่าให้ฟังว่า พื้นดินแถวนี้จะไม่ได้ว่างเว้นจากการใช้งานเลย ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเยอะเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงตามที่เจ้าของต้องการ บวกกับสารกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) สารกำจัดแมลง (ยาฆ่าแมลง) ฮอร์โมนเร่งดอกเร่งผลต่างๆ จะถูกฉีดพ่นอย่างต่อเนื่อง สารเคมีเหล่านี้ก็สะสมอยู่บนพื้นดินมานานวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางคนเป็นแผลตามเท้าตามขาจะไม่สามารถลงไปทำงานแถวนี้ได้ เพราะเกิดอาการแพ้ และโดนสารเคมีกัดเท้ากัดมือเป็นแผลเฟอะฟะ
นอกจากตัวเกษตรกรเอง และคนงานที่มารับจ้างจะได้รับสารพิษสะสมในร่างกายแล้ว กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ แถมไปด้วยสารเคมีที่ไหลลงแม่น้ำคนที่ใช้น้ำอุปโภคบริโภคก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สุดท้ายก็เป็นผู้บริโภคที่ต้องรับผลกระทบเป็นห่วงโซ่สุดท้ายของวงจรการปลูกพืชสมัยใหม่